ศึกเศรษฐกิจไทย: คำเตือนจากผู้ว่าแบงก์ชาติ เมื่อกระสุนมีจำกัด และภัยคุกคามรออยู่เบื้องหน้า

ศึกเศรษฐกิจไทย: คำเตือนจากผู้ว่าแบงก์ชาติ เมื่อกระสุนมีจำกัด และภัยคุกคามรออยู่เบื้องหน้า

ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังสั่นคลอนจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณชัดเจนถึงความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า พร้อมเตือนว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะซบเซายาวไปถึงต้นปีหน้า

"การบอกแค่ว่าพายุกำลังมาไม่เพียงพอ คนอยากรู้ว่าพายุจะมาเมื่อไหร่ หนักแค่ไหน กระทบใคร และสถานการณ์หลังพายุผ่านไปจะเป็นอย่างไร" ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวในงาน Meet the Press ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ทีผ่านมา

"พายุกำลังมา": จับตาไตรมาส 4 และต้นปีหน้า

ดร.เศรษฐพุฒิ วาดภาพของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญ "พายุ" ผ่านกราฟ 4 ระยะ ที่จะเกิดขึ้น โดยช่วงแรกเป็นระยะของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่างๆ จากนั้นกราฟจะลงลึกเรื่อยๆ ในช่วงที่สอง ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้หรือต้นปีหน้า

"ผลกระทบจริงจังน่าจะเริ่มเห็นชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะในไตรมาส 4 และน่าจะต่อเนื่องไปอีก การเจรจาการค้าและการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานคาดว่าจะใช้เวลานานเป็นปี ทำให้ผลกระทบครั้งนี้จะใช้เวลา ไม่ได้จบเร็ว" ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว

หลังจากผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้ว เศรษฐกิจจะก้าวเข้าสู่ระยะที่สาม คือช่วงฟื้นตัวซึ่งจะใช้เวลายาวนาน ก่อนจะไปถึงระยะสุดท้ายที่เศรษฐกิจกลับมาอยู่ในจุดที่มีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม การเติบโตอาจไม่ได้กลับไปสูงเท่าช่วงก่อนวิกฤต

ผู้ว่าแบงก์ชาติ อธิบายว่า แม้ความไม่แน่นอนจะสูง แต่จากการประเมิน ความลึกของผลกระทบ "ไม่น่าจะหนักเท่าวิกฤตอื่นๆ ที่เคยเจอ" เช่น ช่วงโควิด-19 หรือวิกฤตปี 2540 เพราะมูลค่าเพิ่มจากการส่งออกทั้งหมดไปยังสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 2.2% ของ GDP

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ประเมินภาพเศรษฐกิจภายใต้หลายฉากทัศน์ โดยฉากทัศน์ที่การเจรจาทางการค้ามีความยืดเยื้อและภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ใกล้เคียงกับอัตราปัจจุบัน คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวประมาณ 2.0% แต่หากสงครามการค้ารุนแรงมากขึ้น อาจทำให้การเติบโตลดเหลือเพียง 1.3%

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ใครจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด?

ผู้ว่าการฯ ระบุว่ามี 3 กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบหลัก โดยกลุ่มแรกคือ "ผู้ส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรง" ซึ่งมี 5 อุตสาหกรรมหลักที่น่าจะได้รับผลกระทบชัดเจน ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ ยางล้อ เครื่องจักร และอาหารแปรรูป

กลุ่มที่สองคือ ผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่ส่งออกไปยังประเทศอื่น แล้วประเทศนั้นส่งต่อไปยังสหรัฐฯ

ที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษคือกลุ่มที่สาม "กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากสินค้าที่อาจจะทลักเข้ามาในไทย เนื่องจากประเทศอื่นไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้ สินค้าเหล่านี้มีโอกาสเข้ามาในไทยสูงและจะกระทบหลายธุรกิจ" ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว

เขายกตัวอย่างอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ ซึ่งมี SME จำนวนมากและเชื่อมโยงกับการจ้างงานสูง "ปัญหาสินค้าทลักนี้เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอย่างมาก เพราะจะกระทบความลึกของผลกระทบในไทย"

เมื่อกระสุนมีจำกัด: ต้องยิงให้ตรงเป้า

ท่ามกลางความท้าทายนี้ ดร.เศรษฐพุฒิย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารทรัพยากรอันจำกัดอย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะ "กระสุน" ทางการเงินและการคลัง

"ในการออกมาตรการมารองรับผลกระทบ จำเป็นต้องใช้กระสุนทั้งทางการเงินและการคลังที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ตรงจุด" ผู้ว่าการฯ กล่าว

ประเด็นสำคัญที่ผู้ว่าการฯ เน้นย้ำคือ การไม่เห็นด้วยกับการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคในช่วงนี้ "ตอนนี้เรากังวลเรื่องสินค้าต่างประเทศทะลักเข้ามาในไทย แทนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเรา ก็จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศอื่นแทน"

"มาตรการไม่ควรเป็นแบบปูพรม เพราะผลกระทบแตกต่างกันมากในแต่ละภาคส่วน ต้องออกแบบมาตรการให้เหมาะสมกับลักษณะของแต่ละภาคส่วนที่ถูกกระทบ" ดร.เศรษฐพุฒิย้ำ

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ดร.เศรษฐพุฒิยังเสนอทางออกที่น่าสนใจและไม่ต้องใช้งบประมาณมาก นั่นคือการปฏิรูปกฎระเบียบต่างๆ (Regulatory Guillotine) เพื่อลดอุปสรรคและต้นทุนการทำธุรกิจ "ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศต้องการ"

สำหรับแต่ละภาคส่วน มาตรการก็ต้องแตกต่างกัน เช่น กลุ่มบริษัทข้ามชาติในภาคเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความเสี่ยงในการย้ายฐาน อาจต้องใช้นโยบายเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์จาก BOI ส่วนกลุ่มที่มี SME จำนวนมากและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจรากหญ้า เช่น อาหารแปรรูป อาจต้องการมาตรการรองรับผลกระทบที่กว้างกว่า และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้าทลัก เช่น เครื่องนุ่งห่ม อาจต้องการมาตรการเชิงการค้า อย่าง Anti-dumping หรือการบังคับใช้มาตรฐานอย่างเข้มงวด

 

การรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศ

ในสภาวะที่พายุเศรษฐกิจกำลังเข้าใกล้ ผู้ว่าการแบงก์ชาติให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศ

"ด้วยบริบทปัจจุบัน อันดับความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ เนื่องจากตอนนี้เราอยู่ในสภาวะที่พายุกำลังมา เรื่องเสถียรภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ" ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว

ผู้ว่าแบงก์ชาติเตือนถึงผลกระทบที่อาจตามมาหากไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ "หากไทยถูกดาวน์เกรด ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐจะเพิ่มขึ้นทันที และส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนด้วย โดยเฉพาะผู้ออกตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือไม่ดีนัก"

ความกังวลนี้ส่งผลต่อมุมมองของผู้ว่าการฯ ต่อโครงการใหญ่ของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเขาแนะนำให้ "รัฐบาลควรต้องพิจารณาเรื่องความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลให้ดีเป็นหลัก" โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปและมีความท้าทายใหม่ๆ

ห่วงกาสิโนถูกกฎหมาย เสี่ยงทำภาพประเทศสีเทา

อีกประเด็นที่ผู้ว่าการฯ แสดงความห่วงใยคือนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน

"ภาพลักษณ์เป็นเรื่องสำคัญ กาสิโนมีความเสี่ยงที่จะทำให้ภาพของความเทามีมากขึ้น ซึ่งถือเป็นความเสี่ยง เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องทำตัวขาวสะอาด ถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ โดยเฉพาะหลัง Moody's ปรับลด Outlook" ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว

เขาเสนอทางเลือกอื่นในการพัฒนาการท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า "ตอนนี้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกเยอะ ดังนั้นในฝั่งของการท่องเที่ยว ไทยต้องคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ได้ โดยหนึ่งในตัวอย่างที่ทำได้คือธุรกิจ Wellness ในยุคสังคมสูงวัย"

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

นโยบายการเงิน: จังหวะและความเหมาะสม

ในด้านนโยบายการเงิน ผู้ว่าการฯ อธิบายว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 1.75% ถือว่าอยู่ในระดับผ่อนคลาย และเพียงพอที่จะรองรับการชะลอตัวของเศรษฐกิจตามที่คาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า กนง. พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายหากแนวโน้มเศรษฐกิจแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่เตือนว่า "พื้นที่ในการลดอัตราดอกเบี้ยมีจำกัด และประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยจะลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำลง"

เงินเฟ้อและค่าครองชีพ: ความกังวลที่แท้จริงของประชาชน

แม้ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปจะติดลบในช่วงนี้ แต่ผู้ว่าการฯ เข้าใจว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงกังวลเรื่อง "ค่าครองชีพสูง" มากกว่าเงินเฟ้อต่ำ

"ราคาของกินของใช้หลายอย่างเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นเร็วตาม" เขาอธิบาย และย้ำว่าเงินเฟ้อที่ติดลบในปัจจุบันส่วนใหญ่มาจากราคาสินค้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะพลังงาน ไม่ได้เป็นสัญญาณของภาวะเงินฝืด

 

 

บทสรุป: โจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องแก้

"โจทย์ของนโยบายตอนนี้ไม่ใช่การกระตุ้นเพื่อให้เศรษฐกิจกลับไปโตเร็วแบบเดิม เพราะการชะลอตัวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้" ดร.เศรษฐพุฒิสรุป

ผู้ว่าแบงก์ชาติ ย้ำว่าเป้าหมายหลักของนโยบายควรเป็น 2 ประการ คือ "ทำอย่างไรให้ช็อกที่เจอเบาลง ไม่ลึกมากนัก" และ "ช่วยเอื้อให้การปรับตัวที่ต้องเกิดขึ้นนั้นรวดเร็วขึ้น นำไปสู่การเติบโตที่ดีขึ้นในระยะยาว"

หากไม่มีการปรับตัว อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะต่ำกว่าระดับที่เคยเป็นในอดีต เนื่องจาก Trade War และการปรับ Supply Chain ลดประสิทธิภาพโดยรวม

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก การตัดสินใจเชิงนโยบายต่อจากนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะเดินผ่านพายุนี้ได้อย่างไร

"โจทย์สำคัญ คือทำยังไงให้การช็อคที่เจอเบาบางลง ช่วยให้เกิดการปรับตัวในระยะยาว มาตรการที่จะออกมาก็ไม่ควรปูพรม เพราะแต่ละกลุ่มเจอรับผลกระทบต่างกัน มาตรการที่ออกมาก็ใช้ไม่เหมือนกัน" ดร.เศรษฐพุฒิทิ้งท้าย

บทพิสูจน์สำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทยจึงไม่ใช่เพียงการรอดพ้นจากพายุในระยะสั้น แต่คือการปรับตัวให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกในระยะยาว ด้วยการใช้ทรัพยากรอันจำกัดอย่างชาญฉลาด และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

 

  • Video 1
  • Video 2