
ปูนซิเมนต์ไทยประกาศปิดโรงงานปิโตรเคมีในเวียดนามชั่วคราวจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง
6 พฤษภาคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
SCG หยุดเดินเครื่องโรงงานปิโตรเคมี LSP ในเวียดนามชั่วคราวจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง กระทบต้นทุนราว 250 ล้านบาทต่อเดือน และกดดันหุ้น SCC ร่วง 6.44%
-
การหยุดชั่วคราวใช้ช่วงเวลานี้ทำซ่อมบำรุงและเตรียมโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทน (LSPE) เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากภายนอกและเพิ่มความยืดหยุ่นด้านต้นทุนในอนาคต
-
SMEs ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโลจิสติกส์เสี่ยงเผชิญราคาวัตถุดิบสูงขึ้น การขาดแคลนสินค้า ต้นทุนขนส่งเพิ่ม และความล่าช้าในการจัดส่ง ซึ่งกระทบต่อแผนการผลิตและการบริหารสต็อก
ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) ประกาศหยุดดำเนินงานโรงงานปิโตรเคมี Long Son Petrochemicals (LSP) ในเวียดนามชั่วคราวตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม เหตุผลหลักจากวิกฤตสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง และเกิด วิกฤตซัพพลายเชน คาดกระทบต้นทุน SCG 250 ล้านบาทต่อเดือน และทำให้หุ้น SCC ร่วง 6.44% การปิดชั่วคราวนี้จะใช้ในการซ่อมบำรุงและเตรียมเพิ่มวัตถุดิบอีเทน ขณะที่ SMEs ที่พึ่งพาวัตถุดิบปิโตรเคมีและภาคขนส่งต้องเตรียมรับมือ ราคาวัตถุดิบสูงขึ้น และ ความล่าช้าในการจัดส่ง
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ได้ประกาศการหยุดการดำเนินงานชั่วคราวของโรงงานปิโตรเคมี Long Son Petrochemicals (LSP) ซึ่งเป็นโครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในประเทศเวียดนาม โดยมีกำหนดเริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมนี้ การตัดสินใจดังกล่าวเป็นผลมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประมาณการณ์ว่าการหยุดดำเนินงานชั่วคราวนี้จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของบริษัทประมาณ 250 ล้านบาทต่อเดือน
วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางได้ก่อให้เกิด Supply Chain Shock ทั่วโลก ทำให้น้ำมันดิบมีราคาสูงขึ้น การขนส่งทางเรือและทางอากาศหยุดชะงัก รวมถึงเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญอย่างปิโตรเคมี ซึ่งเป็นหัวใจหลักของอุตสาหกรรมหลายประเภท สถานการณ์นี้บีบให้บริษัทขนาดใหญ่อย่าง SCG ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาระดับกำไรท่ามกลางความไม่แน่นอน แม้จะเป็นการปิดชั่วคราว แต่ตลาดก็ได้แสดงปฏิกิริยาตอบรับทันที โดยราคาหุ้นของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC) ได้ปรับตัวลดลงถึง 6.44% ในช่วงเช้าของวันที่ 23 เมษายน 2567 สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ที่ยังไม่มีความชัดเจน.
ในช่วงเวลาที่หยุดดำเนินการชั่วคราวนี้ ทางโรงงาน LSP จะใช้โอกาสในการดำเนินการซ่อมบำรุงตามแผน และเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับ โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทน (LSPE) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวที่มุ่งลดการพึ่งพิงวัตถุดิบจากแหล่งภายนอกที่ผันผวน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการต้นทุนในอนาคต.
สำหรับ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่พึ่งพาวัตถุดิบปิโตรเคมีเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตสินค้ากลุ่ม พลาสติก หรือ บรรจุภัณฑ์ ข่าวการหยุดผลิตของโรงงานขนาดใหญ่อย่าง LSP ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ SMEs อาจต้องเผชิญกับ ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น และ ปัญหาการขาดแคลนสินค้าในตลาด ซึ่งจะบีบให้ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหรือพยายามหาทางเลือกวัตถุดิบจากแหล่งอื่น
นอกจากนี้ SMEs ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี หรือผู้ที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออกผ่านเส้นทางเดินเรือที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง จะต้องเผชิญกับ ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น และ ความล่าช้าในการจัดส่งสินค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อการวางแผนการผลิตและการบริหารจัดการสต็อก การหยุดโรงงานขนาดใหญ่เช่น LSP ยังอาจทำให้ SMEs ซึ่งเป็นลูกค้าหรือผู้จำหน่ายให้กับโรงงานเหล่านั้น ต้องปรับเปลี่ยนแผนการผลิตและสต็อกสินค้าของตนเอง ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางธุรกิจที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด






