
เศรษฐกิจไทยยุคภูมิใจไทย: ฟื้นตัวแบบประคองตัว ท่ามกลางโอกาสและโจทย์ท้าทาย
9 กุมภาพันธ์ 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
ภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย เศรษฐกิจไทยกำลังก้าวสู่ภาวะ ฟื้นตัวแบบประคองตัว ท่ามกลางเสถียรภาพทางการเมืองที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนและการไหลกลับของเงินทุนต่างชาติ นโยบายเรือธงอย่าง “10 Plus” และ “คนละครึ่ง พลัส” ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการบริโภคควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว ช่วยเปิดโอกาสใหม่ให้ทั้งตลาดทุนและภาคธุรกิจหลากหลายกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ภาระงบประมาณ หนี้ครัวเรือนสูง และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลกยังเป็นโจทย์สำคัญที่ทีมเศรษฐกิจต้องบริหารให้สมดุลระหว่างการเติบโตและวินัยการคลัง
1. ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค: การเติบโตที่มี "เสถียรภาพ" และ "ความต่อเนื่อง"
-
ความเชื่อมั่นนักลงทุน (Political Stability): ผลการเลือกตั้งที่ภูมิใจไทยได้ที่นั่งจำนวนมาก (คาดการณ์ 190+ ที่นั่ง) ส่งผลให้รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพสูง ความกังวลเรื่องการเปลี่ยนขั้วการเมืองที่รุนแรงลดลง ทำให้นักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) มีแนวโน้มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย
-
เป้าหมาย GDP: ทีมเศรษฐกิจตั้งเป้าผลักดัน Potential Growth ให้ถึงระดับ 3% Plus โดยเน้นการขยายตัวที่ทั่วถึง (Inclusive Growth) ผ่านนโยบาย "10 Plus"
-
วินัยการคลัง: แม้จะมีนโยบายประชานิยมอย่าง "คนละครึ่ง พลัส" แต่การที่ทีมเศรษฐกิจประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการคลัง (อดีตอธิบดีกรมสรรพากร/ธนารักษ์) ทำให้ตลาดคาดหวังว่าการบริหารหนี้สาธารณะจะไม่เกินเพดาน 70% ของ GDP และเน้นการจัดเก็บรายได้ที่มีประสิทธิภาพ
2. นโยบายเรือธงและผลกระทบต่อภาคธุรกิจ
พรรคภูมิใจไทยเน้นนโยบายที่ลดภาระประชาชนและกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น ควบคู่กับการลงทุนระยะยาว:
-
มาตรการกระตุ้นการบริโภค (Retail & Consumer):
-
โครงการ "คนละครึ่ง พลัส": จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้กลุ่มค้าปลีก (CPALL, CPAXT) และสินค้าอุปโภคบริโภคคึกคักขึ้น
-
การลดค่าไฟ (หน่วยละ 3 บาท สำหรับ 200 หน่วยแรก): ช่วยลดต้นทุนภาคครัวเรือนและเพิ่มกำลังซื้อ แต่อาจกดดันรายได้กลุ่มโรงไฟฟ้าในระยะสั้น (หากต้องแบกรับภาระ) ทว่าจะเป็นผลดีต่อกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟมาก
-
-
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure & Logistics):
-
จะมีความต่อเนื่องของโครงการเมกะโปรเจกต์ เช่น Landbridge และการพัฒนาพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นผลดีต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK, STECON) และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA, AMATA)
-
-
เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงาน (Green Economy):
-
นโยบายสนับสนุน Solar Rooftop และรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV) ผ่อนเดือนละ 100-300 บาท จะส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจติดตั้งโซลาร์เซลล์
-
3. ทิศทางรายกลุ่มธุรกิจ (Winners)
-
กลุ่มธนาคาร (Banking): ได้ประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และนโยบายแก้หนี้ (AMC) ที่จะช่วยล้างพอร์ตหนี้เสียให้เป็นระบบมากขึ้น
-
กลุ่มเกษตร (Agriculture): นโยบาย "ชูเกษตรมั่นคง" ที่จะใช้การเจรจาแบบ Barter Trade (ซื้ออาวุธ/เครื่องบิน แลกการขายข้าว/สินค้าเกษตร) จะช่วยยกระดับราคาสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร
-
กลุ่มท่องเที่ยว (Tourism): การสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติภายใต้ภาพลักษณ์ "ประเทศไทยที่ไม่เสี่ยง" จะช่วยพยุงภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตต่อเนื่อง
4. ความท้าทายที่ต้องจับตา
-
ภาระงบประมาณ: นโยบาย "10 Plus" และสวัสดิการต่างๆ ใช้งบประมาณสูง (คาดการณ์เบื้องต้น 1.48 แสนล้านบาท) รัฐบาลต้องบริหารจัดการไม่ให้เกิดการขาดดุลงบประมาณที่ตึงตัวเกินไป
-
การปรับตัวของ SMEs: แม้จะมีนโยบาย "SMEs พลัส" แต่การฟื้นตัวของธุรกิจรายย่อยยังเผชิญกับปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูงและดอกเบี้ยที่อาจยังอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง
-
ปัจจัยภายนอก: ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกอาจกระทบต่อภาคการส่งออก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทีมเศรษฐกิจชุดนี้ต้องใช้ "Trade พลัส" เข้ามาแก้เกม
สรุป: ภายใต้การนำของภูมิใจไทยและทีมเศรษฐกิจเดิม เศรษฐกิจไทยจะอยู่ในทิศทาง "ฟื้นตัวแบบประคองตัวและมีความต่อเนื่อง" ตลาดทุนจะขานรับเชิงบวกจากเสถียรภาพทางการเมือง แต่การเติบโตในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการผลักดันนโยบายดิจิทัล AI และการดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ (New S-Curve) ให้เกิดขึ้นได้จริงตามที่หาเสียงไว้






