เช็กลิสต์ 12 มาตรการใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 หวังปั๊ม GDP ให้โตเกิน 3%

เช็กลิสต์ 12 มาตรการใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 หวังปั๊ม GDP ให้โตเกิน 3%

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รุมเร้าประเทศไทยในปี 2568 รัฐบาลนำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินหน้าผลักดันโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจรวม 46 โครงการ โดยเฉพาะ 12 โครงการใหม่ที่หวังให้เป็นตัวเร่งให้ GDP ไทยเติบโตเกินกว่า 3% ขณะที่ภาคเอกชนและหน่วยงานเศรษฐกิจยังคงมองความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า

รัฐบาลทุ่มงบประมาณ ต่อลมหายใจเศรษฐกิจไทย

รัฐบาลได้วางแผนผลักดันโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด 46 โครงการตลอดปี 2568 โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2-3 เพื่อให้เป็นแรงส่งไปถึงไตรมาสที่ 4 และต่อเนื่องถึงปีหน้า โดยมีโครงการใหม่ 12 โครงการที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

การออกแบบโครงการทั้งหมดนี้ได้ผ่านการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งแบ่งการกระตุ้นออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ การกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน การกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน การขับเคลื่อนการใช้จ่ายภาครัฐ และการเร่งรัดการส่งออกและบริการ

 

12 โครงการใหม่: แยกตามด้านเศรษฐกิจ

 

1. กระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน (3 โครงการ)

  • โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 10,000 บาท ระยะที่ 3: แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตให้กับกลุ่มอายุ 16-20 ปี รวม 2.7 ล้านคน คาดว่าจะจ่ายเงินถึงมือได้ภายในปลายไตรมาส 2
  • โครงการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
  • โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง: อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท.

2. กระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน (1 โครงการ)

  • การเร่งรัดการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนแล้ว: มอบหมายให้บีโอไอเร่งหามาตรการเพิ่มเติม เนื่องจากในปี 2567 มีเอกชนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพียง 38% ที่เริ่มลงทุนจริง เทียบกับปี 2566 ที่มีถึง 76%

3. กระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ (6 โครงการ)

  • โครงการรถไฟทางคู่สายใต้
  • โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว (หนองคาย-เวียงจันทน์) แห่งที่ 2
  • โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าและย่านกองเก็บตู้สินค้าเพื่อรองรับการขนส่งทางรางจังหวัดหนองคาย
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและเชื่อมต่อกับระบบขนส่งของเขตเศรษฐกิจสำคัญในประเทศ รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge)
  • โครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกร
  • โครงการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่

4. ขับเคลื่อนการส่งออกและบริการ (2 โครงการ)

  • Amazing Thailand Grand Tourism & Sport Year 2025: จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและเทศกาลตลอดทั้งปี

  • โครงการส่งเสริม Soft Power ด้านการท่องเที่ยว: จัดกิจกรรมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในระดับพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ

เป้าหมายทางเศรษฐกิจปี 2568: ความเป็นจริงกับความคาดหวัง

ในขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าผลักดัน GDP ให้เติบโตเกิน 3% นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน กลับประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 2.6% ชะลอตัวจากปีก่อนหน้าที่คาดไว้ที่ 2.7%

ด้านสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 ว่า

  • การบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวร้อยละ 3.3 ลดลงจากร้อยละ 4.4 ในปี 2567
  • การใช้จ่ายภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.3 ชะลอลงจากร้อยละ 2.5 ในปี 2567
  • การลงทุนรวมคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.6 ฟื้นตัวจากร้อยละ 0.0
  • มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯ คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.5 ชะลอลงจากร้อยละ 5.8 ในปี 2567

 

ความท้าทายและอุปสรรคสำหรับเศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ได้แก่:

  1. การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่เกือบกลับสู่ภาวะปกติ ทำให้แรงส่งจากภาคนี้เริ่มชะลอตัว
  2. ปัญหาความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและภาคส่งออก
  3. การหดตัวของสินเชื่อภาคธนาคาร เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลทางลบต่อการบริโภคสินค้าคงทนและภาคอสังหาริมทรัพย์
  4. ความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยไทยติดอันดับที่ 11 ของประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากที่สุด ทำให้อาจตกเป็นเป้าของมาตรการทางการค้า
  5. ข้อจำกัดด้านการคลัง กับหนี้สาธารณะที่ขยับใกล้แตะเพดาน 70% ของ GDP

 

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะได้ผลหรือไม่?

ในสถานการณ์ปัจจุบัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนับว่ามีความครอบคลุมทุกมิติของระบบเศรษฐกิจ แต่มีประเด็นที่น่าพิจารณาดังนี้:

จุดแข็งของมาตรการ

  1. การกระจายการกระตุ้นในหลายภาคส่วน ทั้งการบริโภค การลงทุน และการส่งออก
  2. การให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
  3. การเน้นการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นจุดแข็งดั้งเดิมของประเทศไทย

ข้อจำกัดและความท้าทาย

  1. ข้อจำกัดด้านการคลัง ที่อาจส่งผลต่อความยั่งยืนของมาตรการกระตุ้นในระยะยาว
  2. การพึ่งพาการแจกเงินโดยตรง อาจไม่สร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในระยะยาว
  3. ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง

ส่องอนาคตเศรษฐกิจไทย: ต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการ ได้แก่:

  1. การปฏิรูประบบราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐ
  2. การขยายฐานภาษีและปฏิรูประบบภาษี เพื่อเพิ่มรายได้ ดูแลเรื่องความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
  3. การบริหารจัดการหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ
  4. การยกระดับศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมและภาคส่งออก เพื่อรับมือกับการแข่งขันในตลาดโลก

ในท้ายที่สุด แม้ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจังเท่านั้นที่จะนำพาประเทศไทยสู่การเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ