
LEO Global Logistics เดินหน้าสู่ Green Logistics อย่างยั่งยืน พร้อมสร้างผู้นำ ESG ภายใต้โครงการ JUMP+
16 กันยายน 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO Global Logistics เดินหน้าสร้างผู้นำด้าน ESG และปรับกลยุทธ์สู่ Green Logistics อย่างยั่งยืนภายใต้โครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ในแวดวงอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของประเทศไทย ชื่อของ บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO ได้รับการยอมรับในฐานะผู้ให้บริการโลจิสติกส์สัญชาติไทยแบบครบวงจร (End-to-End Global Logistics Provider) ชั้นแนวหน้า ด้วยการเดินทางที่ยาวนานกว่าสามทศวรรษ บริษัทได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและเติบโตอย่างไม่หยุดนิ่ง จนก้าวสู่การเป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ซึ่งสะท้อนถึงรากฐานที่มั่นคงและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
จุดเริ่มต้นของ LEO Global Logistics ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2534 โดยบริษัทได้ถือกำเนิดขึ้นในฐานะตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Freight Forwarder) ในช่วงแรก บริษัทมุ่งเน้นการสร้างความเชี่ยวชาญในการขนส่งสินค้าทั้งทางทะเลและทางอากาศ พร้อมกับการสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับสายการเดินเรือและสายการบินชั้นนำทั่วโลก ซึ่งกลายเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญและเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการขยายธุรกิจในเวลาต่อมา
เมื่อโลกธุรกิจและความต้องการของลูกค้ามีความซับซ้อนมากขึ้น LEO จึงได้พัฒนาและขยายขอบเขตการให้บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองโจทย์ที่ท้าทาย จากเพียงการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ บริษัทได้ต่อยอดสู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบบูรณาการ โดยผนวกรวมบริการที่จำเป็นต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพิธีการศุลกากร การขนส่งสินค้าทางบกภายในประเทศ การบริหารจัดการคลังสินค้า ไปจนถึงการขนส่งสินค้าโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องการความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2558 บริษัทได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกล ด้วยการริเริ่มธุรกิจ LEO Self Storage บริการให้เช่าห้องเก็บของส่วนตัว ซึ่งเป็นการแตกไลน์ธุรกิจเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนเมืองและธุรกิจขนาดย่อมที่ต้องการพื้นที่จัดเก็บที่ยืดหยุ่นและปลอดภัย
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดของบริษัทเกิดขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 เมื่อ LEO ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้สำเร็จ การระดมทุนในครั้งนั้นไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน แต่ยังยกระดับภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรในระดับสากล เงินทุนที่ได้มาถูกนำไปต่อยอดและขยายการลงทุนอย่างรวดเร็ว ทั้งการพัฒนาโครงการลานเก็บตู้คอนเทนเนอร์ การขยายสาขาของ LEO Self Storage ไปยังทำเลที่มีศักยภาพ และการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อบุกเบิกเส้นทางการขนส่งใหม่ๆ โดยเฉพาะการขนส่งทางรางที่เชื่อมต่อระหว่างไทยและจีน รวมถึงการรุกเข้าสู่ธุรกิจ E-Commerce Fulfillment เพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดค้าปลีกออนไลน์
ปัจจุบัน LEO Global Logistics ยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งด้วยจุดเด่นด้านบริการที่ครบวงจร สามารถตอบสนองลูกค้าได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว (One-Stop Service) ผนวกกับประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน เครือข่ายพันธมิตรที่ครอบคลุมกว่า 190 ประเทศทั่วโลก และความสามารถในการปรับตัวเพื่อสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ อยู่เสมอ จากจุดเริ่มต้นในฐานะ freight forwarder สู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรสมัยใหม่ LEO Global Logistics ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของบริษัทไทยที่ไม่เคยหยุดพัฒนา และพร้อมที่จะเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของประเทศและของโลกต่อไป

ความใส่ใจด้าน ESG ของ LEO Global Logistics
โดยล่าสุด นายเกตติวิทย์ สิทธิ์สุนทรวงศ์ 🔗ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LEO Global Logistics ได้แต่งตั้ง อาจารย์กฤษณ์ รุยาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย แปซิฟิก อินโนเวชัน เซ็นเตอร์ จำกัด (APIC) เป็นที่ปรึกษาด้าน ESG เพื่อยกระดับศักยภาพในการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Engagement) รวมถึงการสร้างทีมผู้นำ ESG (ESG Leadership Collaboration) และกำหนดวิสัยทัศน์ “LEO Sustainable Green Logistics Vision” สู่การดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ที่มีความสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว
งานนี้ได้รับความร่วมมือจาก ดร.สุวัฒน์ ทองธนากุล ผู้เชี่ยวชาญด้าน ESG Sustainability และบรรณาธิการ Green & SD / Manager Online ถ่ายทอดองค์ความรู้และกลยุทธ์ “Green Mastermind Alliance” ภายใต้แนวคิด “ผนึกใจเคลื่อนธุรกิจก้าวหน้า-โลกดีขึ้น” เพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานร่วมกันของผู้นำธุรกิจสีเขียวในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่อยอดการขับเคลื่อน ESG ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในด้านธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ผู้บริหารสูงสุดของ LEO Global Logistics มุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำ Green Logistics ในภูมิภาค ด้วยการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญด้าน ESG เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสนับสนุนการเติบโตขององค์กรอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืนในระดับสากล
ความสำคัญของ ESG ต่อธุรกิจโลจิสติกส์
ในยุคที่ผู้บริโภคและนักลงทุนตื่นตัวเรื่องความยั่งยืน ธุรกิจโลจิสติกส์จำเป็นต้องปรับตัวโดยนำองค์ประกอบ ESG มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเลือกใช้พลังงานทางเลือก ไปจนถึงการจัดการทรัพยากรและเส้นทางขนส่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแค่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอีกด้วย.
การนำ ESG มาใช้ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร ธุรกิจที่ใส่ใจความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคมจะได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า คู่ค้า และนักลงทุนสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมรับมือกับข้อบังคับต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้นทั่วโลก องค์กรที่นำ ESG มาปรับใช้จึงได้เปรียบในการแข่งขัน สามารถขยายโอกาสทางธุรกิจได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
4 ประโชน์ของ Green Logistic
1. การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ (Cost Reduction & Efficiency)
นี่คือประโยชน์ที่เห็นผลชัดเจนที่สุด การใช้แนวทาง Green Logistics ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้โดยตรง เช่น:
-
การประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง: การวางแผนเส้นทางขนส่งให้สั้นและมีประสิทธิภาพที่สุด (Route Optimization) การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือเชื้อเพลิงทางเลือก และการบำรุงรักษารถยนต์อย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจ
-
การลดต้นทุนในคลังสินค้า: การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาคลังสินค้า การใช้หลอดไฟ LED หรือการออกแบบคลังสินค้าให้ประหยัดพลังงาน (Green Warehouse) ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้อย่างมหาศาล
-
การลดขยะ: การใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly Packaging) หรือการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำ ช่วยลดต้นทุนค่าวัสดุและค่ากำจัดขยะ
2. การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage)
ในปัจจุบัน ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติจำนวนมาก กำหนดให้คู่ค้า (Supplier) ในห่วงโซ่อุปทานต้องมีนโยบาย ESG ที่ชัดเจน การที่บริษัทโลจิสติกส์มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดี จะกลายเป็น ใบเบิกทางสำคัญ ในการเข้ารับงานโครงการใหญ่ๆ และทำให้โดดเด่นเหนือคู่แข่งที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
3. การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและดึงดูดนักลงทุน (Access to Funding & Investors)
สถาบันการเงินและนักลงทุนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจที่ยั่งยืน (ESG Investing) มากขึ้น บริษัทโลจิสติกส์ที่มีคะแนน ESG สูง จะถูกมองว่ามีการบริหารความเสี่ยงที่ดีและมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว ทำให้ เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า และเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนมากขึ้น
4. การบริหารความเสี่ยงและสร้างความยั่งยืน (Risk Management & Sustainability)
การดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึง ESG ช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ เช่น:
-
ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ: เตรียมพร้อมรับมือกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ เช่น ภาษีคาร์บอน หรือข้อบังคับด้านมลพิษ
-
ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้เกิดภัยธรรมชาติที่กระทบเส้นทางขนส่ง การวางแผนที่ดีจะช่วยลดผลกระทบได้
-
ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง: การสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสังคมอาจทำลายภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่สั่งสมมานาน
ESG คือทิศทางสำคัญขององค์กร
หลักสูตร Inner ESG Happineering Leadership Transformation เป็นหลักสูตรที่ให้ความรู้ และทักษะที่จำเป็นในการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความท้าทายเป็นอย่างมากในปัจจุบัน หลักสูตรนี้มุ่งเน้นไปที่หลักการและแนวปฏิบัติของ Environmental, social, and corporate governance (ESG) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบและส่งผลให้ธุรกิจมี่ความยั่งยืนโดย อาจารย์กฤษณ์ รุยาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย แปซิฟิก อินโนเวชัน เซ็นเตอร์ จำกัด (APIC) ซึ่งสามารถเรียนออนไลน์ได้ที่ ESG.promptskill.com



