
เราจะเอาไงดีกับภาษีพิสดารของ Trump
4 เมษายน 2568
นิรุตติ คุณวัฒน์ / ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Novegion Consulting / อดีต Trade Policy Analyst ขององค์การการค้าโลก (WTO)
หลังจากการประกาศนโยบายขึ้นภาษีตอบโต้การค้า (reciprocal tariff) ของประธานาธิบดี Trump เมื่อเช้านี้ของไทย ความวุ่นวายต่างๆ ก็เกิดขึ้นอย่างโกลาหล รัฐบาลในประเทศต่างๆ ก็คงต้องมาประชุมเครียดเตรียมตั้งรับว่าจะเอายังไงกันดี กลุ่มนักวิชาการก็ออกมาวิเคราะห์ผลกระทบกับการค้า การลงทุน รวมถึงผลกระทบต่อ GDP กลุ่มธุรกิจก็เริ่มเช็คข้อมูลข่าวสาร บวกลบคูณหารว่าสินค้าตัวไหนภาษีเพิ่มขึ้นแล้วมันจะส่งผลต่อการส่งออก หรือการซื้อขายสินค้าในสหรัฐหรือไม่ ประชาชนก็พากันกังวลกับตลาดหุ้นว่าจะตกลงแค่ไหน ราคาทองจะไปต่ออีกไหม
ตอนนี้ข้อมูลว่าประเทศไหนโดนจัดเก็บภาษีเท่าไหร่ อันนี้คงชัดเจนแล้ว ต่อไปทุกประเทศคงต้องกลับไปนั่งคิดกันว่า ผลกระทบในภาพรวมมันประมาณไหน สินค้าไหนโดนหนักไม่หนักยังไง มันส่งผลให้การส่งออกมันลดลงแค่ไหน หรือมองภาพรวมการแข่งขัน ได้เปรียบหรือเสียเปรียบยังไงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งฯลฯ แต่ยังดีใจที่เห็นรัฐบาลเตรียมทีมไว้ทำงานเรื่องนี้แล้ว คงรอฟังอีกทีว่าจะตัดสินใจกันทำยังไงต่อไป
แต่คำถามที่กวนใจมากๆ สำหรับคนอย่างเราก็คือ ไอ้ตัวอัตราภาษีเริ่มต้นที่เอามาใช้ฐานคำนวณก่อนที่จะคิดเป็นภาษีตอบโต้น่ะ มันมีที่มาที่ไปยังไง เพราะจากประสบการณ์ที่เคยทำเจรจาการค้าระหว่างประเทศมายาวนาน ตัวเลขฐานสูง (ปรี๊ด) แบบนี้ไม่เคยเจอมาก่อน
เมื่อย้อนกลับไปดูประกาศของ Trump เมื่อเช้านี้ (Regulating Imports with a Reciprocal Tariff to Rectify Trade Practices that Contribute to Large and Persistent Annual United States Goods Trade Deficits) ได้มีการเกริ่นนำอารัมภบทไว้เป็นอย่างดีว่า
จุดเริ่มต้นมาจากข้อสันนิษฐานว่า การที่สหรัฐขาดดุลการค้ามากๆ (เพราะนำเข้ามากกว่าส่งออก) ส่วนสำคัญมาจากอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับอัตราภาษีนำเข้าของประเทศอื่น โดยมีการยกตัวอย่างอัตราภาษี MFN เฉลี่ยของสหรัฐที่เก็บต่ำกว่า MFN ของประเทศอื่นๆ โดยสหรัฐเก็บทุกประเทศเท่ากันแค่ 3.3% แต่คนอื่นกลับเก็บสูงกว่าเช่น บราซิลเก็บ 11.2% จีน 7.5% อียู 5% อินเดีย 17% เวียดนาม 9.4% และยกตัวอย่างอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ของสหรัฐ เรียกเก็บแค่ 2.5% แต่ประเทศอื่นเก็บสูงกว่า เช่น อียูเก็บ 10% อินเดียเก็บ 10% จีนเก็บ 15% ซึ่ง Trump มองว่า แบบนี้มันไม่เป็นธรรมกับสหรัฐ ทำให้สหรัฐเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งสุดท้ายส่งผลทำให้อุตสาหกรรมในประเทศซบเซา
อธิบายเพิ่มเติมนิดนึง MFN หรือ Most Favoured Nation คือหลักการสำคัญที่ต้องยึดปฏิบัติของประเทศสมาชิก WTO ซึ่งหมายถึงข้อกำหนดที่ให้อัตราภาษีของสินค้าแต่ละชนิด จะต้องจัดเก็บจากทุกประเทศในอัตราเดียวกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติว่า จะให้ประเทศหนึ่งน้อยกว่าอีกประเทศหนึ่ง หรือไม่ชอบใครก็ไปแกล้งเก็บภาษีให้แพงกว่าอีกประเทศหนึ่งไม่ได้ (คำแปลไทยของ MFN อย่างเป็นทางการคือ “หลักปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง”
ดังนั้น การอ้างอัตราภาษี MFN ที่สหรัฐเสียเปรียบเพราะเก็บในอัตราต่ำกว่าชาวบ้านนั้น ได้เป็น hypothesis ของ Trump ว่าการที่จะทำให้ America Great Again ได้จริงต้องเร่งจัดการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าตรงนี้ ด้วยการปรับภาษีนำเข้าจากทุกประเทศใหม่ให้มันสูงขึ้น ประมาณว่าใครเก็บชั้นแพง ชั้นก็จะเก็บแกแพงขึ้นด้วยเหมือนกัน
เมื่อเช้าเราจะเห็นข้อมูลสำคัญสองชิ้น ชิ้นแรกคือตัวประกาศ Regulating Imports with a Reciprocal Tariff to Rectify Trade Practices that Contribute to Large and Persistent Annual United States Goods Trade Deficits ที่ระบุหลักการและเหตุผลในเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน ตามลิงค์นี้
อีกชิ้นหนึ่งที่แชร์กันเยอะๆ วันนี้ คือตาราง Reciprocal Tariffs ที่ Trump เอามาอธิบายเปรียบเทียบ โดยในตารางเราจะเห็นข้อมูลสำคัญสองชุด ชุดแรกคือ Tariff Charged to the U.S.A including Currency Manipulation and Trade Barriers และชุดที่สองคือ U.S.A. Discounted Reciprocal Tariffs (ช่องสีเหลือง)
- ชุดแรก Tariff Charged to the U.S.A including Currency Manipulation and Trade Barriers พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ตัวเลขที่ Trump นำมาใช้อ้างอิงว่า สหรัฐโดนเรียกเก็บภาษีจากประเทศอื่นๆ ในอัตราเท่าไหร่ เพื่อนำมาใช้เป็นเหตุผลอ้างอิงในการคำนวณอัตราภาษีตอบโต้
- ชุดที่สอง U.S.A. Discounted Reciprocal Tariffs ตัวนี้คือตัวที่ออกประกาศมาว่า ประเทศไหนจะโดนจัดเก็บในอัตราภาษีใหม่ที่เท่าใด ซึ่งตรงนี้ทุกคนทราบดีแล้วว่า ตอนนี้ไทยจะโดนเก็บภาษีในอัตราใหม่คือ 36%
แต่ที่ผมชวนคุยตอนนี้ เพราะไอ้ตัวเจ้าปัญหาจริงๆ จุดเริ่มต้นมันคือไอ้ชุดแรก Tariff Charged to the U.S.A including Currency Manipulation and Trade Barriers เนี่ยแหละครับ รัฐบาลสหรัฐอ้างว่าเป็นอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐโดนจัดเก็บอย่างไม่เป็นธรรม เลยใช้ตัวเลขนี้มาอ้างอิงเพื่อตั้งต้นให้เป็นฐานคำนวณว่า จะเก็บภาษีตอบโต้ทางการค้าในอัตราเท่าไหร่ดี ซึ่งตรงนี้ผมขอบอกตามตรงว่า หน้าตามันดูแปลกๆ มาก
ตามที่ผมเขียนไว้ในช่วงแรก ในประกาศ Regulating Imports with a Reciprocal Tariff to Rectify Trade Practices that Contribute to Large and Persistent Annual United States Goods Trade Deficits ประธานาธิบดี Trump ได้ยกตัวอย่างขึ้นมาอธิบายว่า อัตราภาษี MFN เฉลี่ยของสหรัฐที่เก็บต่ำกว่า MFN ของประเทศอื่นๆ อยู่ที่ 3.3% เอง แต่ดูสิคนอื่นเก็บสูงกว่าทั้งนั้น โดยยกตัวอย่าง บราซิลเก็บ 11.2% จีน 7.5% อียู 5% อินเดีย 17% เวียดนาม 9.4%
แต่พอเรามาดูตัวเลขในตาราง Reciprocal Tariffs ในรูปด้านบน อัตราภาษีในช่อง Tariff Charged to the U.S.A including Currency Manipulation and Trade Barriers กลายเป็นอีกเรื่องนึงไปล่ะ เพราะตัวเลขภาษีนำเข้าที่บราซิลจัดเก็บจากสหรัฐจะอยู่ที่ 10% จีนจัดเก็บที่ 67% อียูเก็บ 39% อินเดียเก็บ 52% เวียดนามเก็บ 90%
ผมเลยเลือกเอาตัวเลขสำคัญในเอกสารทั้งสองชิ้นมา plot รวมกันเพื่อเปรียบเทียบให้ดูง่ายๆ

ถ้าใช้หลักการภาษีมาจับ มันก็ต้องเอาอัตรา MFN ตามที่เกริ่นไว้ในประกาศ มาบอกเลยว่า MFN ของเธอสูงกว่าของชั้น งั้นชั้นจะเก็บให้สูงเท่า (หรือสูงกว่า) เพื่อตอบโต้ อันนี้ยังพอเข้าใจได้
แต่ที่น่ามึนงงก็คือ ตัวภาษี MFN ที่จัดเก็บจากทุกประเทศก็ไม่ได้สูงมาก แต่สหรัฐไปเอาตัวเลขจากไหนมาตั้งใหม่ซะสูงลิบ แค่ดูตัวเลขเวียดนามแล้วน่าจะงงเหมือนผม เก็บอัตรา MFN กับทุกประเทศ (รวมสหรัฐด้วย) ที่ 9.4% แต่ทำไมเอาที่ไหนมาคำนวณ กลายเป็นเวียดนามจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐสูงถึง 90% (ถ้าจริงสหรัฐก็น่าจะฟ้องเวียดนามในเวที WTO ก่อนหน้านี้นานไปแล้ว เพราะถือว่าเลือกปฏิบัติอย่างแรง เก็บคนอื่น 9.4% แต่เก็บจากสหรัฐ 90%)
ที่เห็นแล้วแอบอมยิ้มก็คือ จะเห็นว่าแบบนี้บราซิลก็เหมือนไม่ได้ถูกตอบโต้อะไรจากมาตรการภาษีของ Trump เลย เพราะอัตราภาษีที่ถูกจัดเก็บใหม่ ก็เท่าๆ กับอัตรา MFN เลยงงว่า แล้วแบบนี้จะมาตอบโต้เค้าทำไม ในเมื่ออัตราภาษีที่ไปใส่ร้ายเค้า กับอัตราภาษีที่จะลงโทษเค้า เป็นอัตราเดียวกัน แถมยังต่ำกว่าอัตราภาษี MFN ที่จัดเก็บตามปกติอยู่ซะอีก
ในกรณีของไทย เจอของแข็งแบบเดียวกันกับอีกหลายๆ ประเทศ ซึ่งข้อสงสัยก็เหมือนเดิม คืออัตราภาษีที่ 72% ที่บอกว่า เป็น Tariff Charged to the U.S.A including Currency Manipulation and Trade Barriers มันมาจากไหน เราเก็บภาษีจากสหรัฐแพงบ้าเลือดขนาดนั้นเลยเรอะ? ต่อให้อัตราภาษีที่ 72% หยิบมาจากเพดานภาษีสูงสุดที่เราตั้งไว้ แต่เวลาเราเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ เราเก็บในอัตราเพดานสูงสุดนี้ หรืออัตรา MFN กันแน่ และเชื่อว่าเราคงเก็บในอัตรา MFN ตามข้อตกลง WTO อยู่แล้ว แต่ตัวเลข 72% มันมาจากไหน?
ผมสงสัยเลยขอไปค้นข้อมูลว่า จริงๆ ไทยเราเก็บภาษี MFN เฉลี่ยในอัตราเท่าไหร่กันแน่ และเพื่อความ fair ผมเลยเอาข้อมูลจาก trade.gov ที่จัดทำโดย International Trade Administration ภายใต้ Department of Commerce ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหรัฐเอง เอามาใช้อ้างอิง เดี๋ยวจะบอกว่าคำนวณกันคนละแบบ เลยย้อนศร เอาข้อมูลฝั่งเค้านะแหละมาเป็นฐานคำนวณ

จากข้อมูลของฝั่งสหรัฐเอง ระบุว่าประเทศไทยคิดอัตรา MFN สำหรับสินค้าทุกชนิดเฉลี่ยอยู่ที่ 11.5% (คำนวนไว้ในปี 2021) ซึ่งสินค้าเกษตรเก็บในอัตรา MFN เฉลี่ยอยู่ที่ 31.2% และสินค้าอื่นๆ เฉลี่ยอยู่ที่ 8.4%
ในนั้นระบุว่า เรามีสินค้าบางตัวที่เก็บภาษีนำเข้าสูง เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ มอเตอร์ไซค์ เนื้อวัว เนื้อหมู ไก่ ชา บุหรี่ ดอกไม้ เหล้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งทอและเสื้อผ้า หรือมีสูงโดดๆ ที่อัตรา 54% ก็คือไวน์นำเข้า แต่ก็ต้องย้อนไปถามอีกครั้งว่า 72% ที่โดนกล่าวหาว่า เป็นอัตราภาษีที่เราจัดเก็บจากสหรัฐ มันมาจากไหน เพราะอย่าลืมว่าทั้งไทยและสหรัฐก็อยู่ภายใต้ข้อตกลงเดียวกันของ WTO ซึ่งต้อง apply หลักการ MFN ด้วยกันทั้งคู่ แล้วตัวเลข 72% มันจะมาจากไหน ถ้าอัตรา MFN ของไทยที่เก็บจากทุกประเทศ (รวมสหรัฐด้วย) มันอยู่ในอัตราเฉลี่ย ที่ 11.5%??
ผมก็นั่งส่องหาข้อมูลอยู่นาน โชคดีที่วันนี้เหมือนมีคนทั้งโลกพยายามทำความเข้าใจกับ calculation model ของ Trump ว่ามันมายังไงของมันกันแน่ ผมเลยเจอข้อมูลที่น่าสนใจอยู่ชิ้นนึง
เค้านำเสนอทฤษฎีที่น่าสนใจ คือมีการเอาตัวเลขการขาดดุลการค้า มาหารกับมูลค่าการนำเข้าของแต่ละประเทศ ซึ่งจะได้สัดส่วนร้อยละขึ้นมา สิ่งที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ ตัวเลขที่ได้มานี้ มันกลายเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับตัวเลขที่ประกาศไว้ใน Tariff Charged to the U.S.A including Currency Manipulation and Trade Barriers แบบมีนัยยะสำคัญ
ตัวอย่างเช่น สหรัฐขาดดุลจีน 279.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ นำเข้าจากจีน 426.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ หารออกมาจะได้อัตราส่วนอยู่ที่ร้อยละ 65.37 ซึ่งตัวเลข Tariff Charged to the U.S.A ในตารางอยู่ที่ 67% และคิดอัตราภาษีตอบโต้ทางการค้าจะอยู่ประมาณครึ่งนึงของตัวเลขนี้คือ 34%
ลองทำอีกประเทศนึงก็เจอแบบเดียวกัน สหรัฐขาดดุลเวียดนาม 104.6 พันล้านเหรียญ นำเข้า 114.4 พันล้านเหรียญ หารออกมาได้ร้อยละ 91.43 ส่วนอัตรา Tariff Charged to the U.S.A ประกาศไว้ที่ 90% หารสองออกมาเป็นอัตราภาษีตอบโต้ทางการค้าอยู่ที่ 46%
ส่วนสหรัฐขาดดุลไทย 35.4 พันล้านเหรียญ นำเข้า 48.7 พันล้านเหรียญ หารออกมาได้ร้อยละ 72.68 เลยเอาตัวนี้ตั้งเป็นอัตราภาษีซะเลย และหารสองเหลือ 36.34 ก็เอาตัวเลขนี้เป็นอัตราจัดเก็บใหม่
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็จะได้สูตรคำนวณขำๆ มา คือ ตัวเลขฐานของ Tariff Charged to the U.S.A including Currency Manipulation and Trade Barriers มาจากตัวเลขขาดดุลการค้า หารด้วยตัวเลขนำเข้า ผลลัพท์ทำให้กลายเป็นตัวเลขสัดส่วนร้อยละ แล้วเอามาตั้งต้นว่าเนี่ยแหละ คืออัตราภาษีที่สหรัฐโดนเรียกเก็บ แล้วก็เอาตัวเลขนี้ไปหารสอง ก็จะได้ตัวเลขที่ใช้เป็นอัตราภาษีตอบโต้ทางการค้า
ลองเล่นดูกับอีกหลายๆ ประเทศ แล้วก็จริงของเค้าแฮะ ตัวเลขมีปัดขึ้นปัดลงนิดหน่อย แต่ใช่เลย คนคิดเก่งพอๆ กับ Professor Robert Landon ใน Davinci Code เลย
แต่ที่ตลกไม่ออกคือ หากว่ากันตามทฤษฎี หลักการแบบนี้มันไม่เกี่ยวอะไรกับ “อัตราภาษี” เลย เพราะมันเป็นแค่การคำนวณว่า เราขาดดุลการค้าเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของการนำเข้า เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์ impact assessment ของการขาดดุลการค้าที่มีผลต่อการค้าระหว่างประเทศ แต่ดันพิสดาร ไปเหมาเอาตัวเลขนี้ เนรมิตให้กลายเป็นอัตราภาษีที่สหรัฐโดนจัดเก็บจากประเทศอื่นๆ แล้วหารสองออกมาให้กลายเป็นอัตราภาษีโต้ตอบได้เฉย ซึ่งมันมั่วมาก มันคนละเรื่องเดียวกันเลย สงสัยคงไม่รู้ว่าจะหาอะไรมาอ้างให้มาจัดเก็บภาษีได้แพงๆ ดี เลยเหมาเอาง่ายๆ แบบนี้
เจตนาที่เขียนบทความนี้ขึ้นมา ไม่ได้คิดจะนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาอะไรๆ ใหญ่โต แต่เกิดขึ้นจากความขี้สงสัยแบบ 100% แต่หวังว่าบทความอาจจะมีประโยชน์บ้าง หากนำไปขยายความคิดต่อเอาได้เลยว่า ก่อนที่เราจะไปเจรจากับสหรัฐเพื่อขอต่อรองอะไรในเรื่องนี้ เราอาจต้องเริ่มเตรียมข้อมูลเพื่อ sum up ตัวเลขภาษีจัดเก็บต่างๆ ของไทย แล้วทำฐานภาษีแบบจริงๆ ที่เราเรียกเก็บจากสหรัฐ เอาไปใช้เป็นหลักฐานเวลาขึ้นโต๊ะเจรจากัน ซึ่งเราสามารถ active กรอบการตกลง TIFA Trade and Investment Framework Agreement Between the US and Thailand ที่ลงนามไปแล้วตั้งแต่ปี 2002 มาใช้คุยกันได้
ตอนคุย เราก็วางตัวเลขเราเลย กางออกแล้วให้เค้าจิ้มเลย ไหนวะ 72% แกเอาตัวเลขมาจากไหน และตั้ง position บอกเค้าไปเลยว่า หากอัตราการจัดเก็บสินค้าของไทยเฉลี่ยทุกสินค้ายังอยู่สูงกว่าอัตรา MFN งั้นเรามาเจรจาเพื่อลดภาษีกันเป็นรายตัวไปเลยดีไม๊ ค่อยๆ ไล่ไป เอาตัวที่สองฝ่ายพอใจไม่เดือดร้อนถอดออกไปก่อน เพื่อลดอุณหภูมิการเจรจาให้มันเบาลงจบง่ายขึ้น
ในเมื่อโลกของ Trump คือการเจรจา เราก็แค่เล่นเกมส์เดียวกับเค้าเลยครับ เปิดโต๊ะเจรจาเลย เตรียมข้อมูลให้แม่นแล้วอัดไปตรงๆ เลย ภาคทฤษฎีเค้ามามั่วๆ แบบนี้ เปิดช่องว่างให้เราเจรจาต่อรองได้เยอะเลยครับ
เอาใจช่วยทีมไทยแลนด์นะครับ
