
จีนรุกหนักดึงอียูสู้ศึกภาษีทรัมป์ ต้านกระแสกีดกันทางการค้า
26 พฤษภาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
ขณะที่สหรัฐอเมริกาขู่ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรป (อียู) 50% ตั้งแต่ 1 มิถุนายน จีนกลับเดินหน้าเจรจาอย่างเข้มข้นกับผู้นำยุโรปหลายประเทศ สะท้อนการวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน หารือทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีเยอรมนีคนใหม่ ฟรีดริช แมร์ซ เมื่อวันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม 2568 ผ่านมา โดยสีได้ย้ำความพร้อมของจีนที่จะร่วมมือกับเยอรมนีเปิดบทใหม่ของความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน พร้อมนำพาความสัมพันธ์จีน-อียูไปสู่ความก้าวหน้าใหม่ และสร้างคุณูปการใหม่ต่อการเติบโตที่มั่นคงของเศรษฐกิจโลก
สี จิ้นผิง วางแนวทาง 3 ด้านกับเยอรมนี
สำนักข่าวซินหัวของจีน เปิดเผยว่า ในการหารือครั้งสำคัญนี้ สี จิ้นผิง ได้วางแนวทางความร่วมมือ 3 ด้านหลักกับเยอรมนี ดังนี้
ด้านแรก การสร้างความไว้วางใจทางการเมือง โดยสี จิ้นผิง ย้ำว่าจีนมองเยอรมนีในฐานะหุ้นส่วน ยินดีต่อการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของเยอรมนี พร้อมที่จะรักษาการแลกเปลี่ยนระดับสูงอย่างใกล้ชิด เคารพผลประโยชน์หลักของกันและกัน และเสริมสร้างรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์ทวิภาคี
ด้านที่สอง การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของความสัมพันธ์ทวิภาคี สี จิ้นผิง เสนอให้ทั้งสองฝ่ายไม่เพียงขยายความร่วมมือในสาขาดั้งเดิมอย่างยานยนต์ การผลิตเครื่องจักร และอุตสาหกรรมเคมี แต่ยังต้องแสวงหาความร่วมมือมากขึ้นในสาขาแนวหน้าอย่างปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีควอนตัม รวมถึงการแลกเปลี่ยนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาสีเขียว เพื่อสร้างภูมิปัญญาและแนวทางแก้ปัญหาของจีน-เยอรมนีสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก
ด้านที่สาม การสร้างแรงผลักดันให้ความร่วมมือทวิภาคี สี จิ้นผิง ระบุว่าจีนยินดีแบ่งปันโอกาสการพัฒนาที่เกิดจากการเปิดประเทศระดับสูงกับเยอรมนี พร้อมหวังให้เยอรมนีสนับสนุนนโยบายและอำนวยความสะดวกสำหรับการลงทุนสองทาง และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยุติธรรม โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติสำหรับวิสาหกิจจีน
แมร์ซ ตอบรับบวก ย้ำยึดมั่นนโยบายจีนเดียว
ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีคนใหม่ ตอบสนองในเชิงบวกต่อข้อเสนอของจีน โดยระบุว่าภายใต้สถานการณ์ระหว่างประเทศปัจจุบัน ในฐานะที่ทั้งสองประเทศเป็นเศรษฐกิจหลักของโลก ความร่วมมือระหว่างเยอรมนีและจีนมีความสำคัญเป็นพิเศษ
แมร์ซ ยืนยันว่ารัฐบาลเยอรมนีชุดใหม่ยึดมั่นในนโยบายจีนเดียว และยินดีที่จะส่งเสริมการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ขึ้นของความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศด้วยจิตวิญญาณที่สร้างสรรค์และปฏิบัติจริง
นอกจากนี้ แมร์ซ ยังแสดงความตั้งตารอที่จะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือกับจีนในสาขาต่างๆ ยึดมั่นในความเปิดกว้างและผลประโยชน์ร่วมกัน ส่งเสริมการค้าที่เป็นธรรม รักษาสันติภาพโลก และร่วมกันรับมือกับความท้าทายระดับโลกอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำหรับความสัมพันธ์อียู-จีน แมร์ซ ย้ำว่าการพัฒนาที่ดีและมั่นคงของความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย และฝ่ายเยอรมนียินดีที่จะมีบทบาทเชิงรุกในเรื่องนี้
ข้อเท็จจริงพิสูจน์ "หุ้นส่วน" คือตำแหน่งที่เหมาะสม
สี จิ้นผิง ชี้ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงได้พิสูจน์อย่างเต็มที่แล้วว่า "หุ้นส่วน" คือการวางตำแหน่งที่เหมาะสมของความสัมพันธ์จีน-เยอรมนีและจีน-อียู และสภาพแวดล้อมนโยบายที่มั่นคงและคาดการณ์ได้เป็นสิ่งจำเป็นในการรับประกันความร่วมมือทวิภาคี
ผู้นำจีนยังชี้ว่าในฐานะประเทศสำคัญ ทั้งสองฝ่ายมีความรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะในปีนี้ซึ่งเป็นปีครบรอบ 50 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและอียู ทั้งสองฝ่ายควรร่วมกันทบทวนประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาความสัมพันธ์ และส่งสัญญาณเชิงบวกในการสนับสนุนพหุภาคีนิยมและการค้าเสรี
การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสี จิ้นผิง พูดคุยกับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งผู้นำจีนเรียกร้องให้จีนและฝรั่งเศสเป็นพลังที่เชื่อถือได้ในการรักษาระเบียบระหว่างประเทศ พลังที่เปิดกว้างสำหรับการส่งเสริมการเติบโตของโลก และพลังที่ก้าวหน้าสำหรับการนำความร่วมมือพหุภาคี
ยุโรปตกเป็นเป้าสงครามภาษี
ในทางตรงกันข้าม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศขู่ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอียู 50% ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่าการเจรจาการค้ากับอียูไม่คืบหน้าเร็วพอ การขู่ครั้งนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปร่วงลง ขณะที่ราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยปรับตัวสูงขึ้น
ทรัมป์ยังขู่เก็บภาษี 25% กับไอโฟนและสมาร์ทโฟนทั้งหมดที่นำเข้ามาขายในสหรัฐฯ หากแอปเปิลไม่ย้ายฐานการผลิตกลับมาอเมริกา ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นไปได้ยากในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า
มูลค่าการส่งออกของอียูไปสหรัฐฯ ในปีที่แล้วมีมูลค่าประมาณ 500,000 ล้านยูโร โดยมีเยอรมนี (161,000 ล้านยูโร) ไอร์แลนด์ (72,000 ล้านยูโร) และอิตาลี (65,000 ล้านยูโร) เป็นผู้ส่งออกหลัก สินค้าสำคัญได้แก่ ยา รถยนต์และชิ้นส่วน เคมีภัณฑ์ และเครื่องบิน
ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม
จีนและเยอรมนีมีความร่วมมือที่บูรณาการอย่างลึกซึ้งในด้านเศรษฐกิจและการค้า มูลค่าการค้าทวิภาคีในปี 2567 อยู่ที่ 201,880 ล้านดอลลาร์ เยอรมนีเป็นประเทศอียูที่ลงทุนในจีนมากที่สุด ขณะที่บริษัทจีนริเริ่มโครงการลงทุนโดยตรงในเยอรมนี 199 โครงการในปีที่แล้ว
นอกจากนี้ การประชุมระหว่างหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กับคาสปาร์ เวลด์คัมป์ รัฐมนตรีต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ ยังบรรลุฉันทามติ 6 ประการ รวมถึงการรักษาการสื่อสารอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับความร่วมมือในหลายสาขา รวมถึงเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ ผ่านช่องทางที่มีอยู่ พร้อมยืนยันการสนับสนุนพหุภาคีนิยม ให้คำมั่นที่จะยึดมั่นในการค้าเสรีและระบบการค้าพหุภาคีที่มีองค์การการค้าโลกเป็นแกนกลาง
มาร์อส เซฟโควิช หัวหน้าฝ่ายการค้าของอียู ยืนยันว่าคณะกรรมาธิการยุโรปมุ่งมั่นที่จะบรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย หลังการหารือทางโทรศัพท์กับเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และโฮเวิร์ด ลัทนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ
"การค้าอียู-สหรัฐฯ ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การข่มขู่" เซฟโควิชกล่าว
ขณะที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าเป็นเครื่องมือกดดัน จีนกลับเลือกเดินหน้าเจรจาและสร้างความร่วมมือ สะท้อนแนวทางที่แตกต่างในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การที่จีนและยุโรปต่างเป็นผู้ได้ประโยชน์และผู้พิทักษ์ระบบการค้าเสรีพหุภาคี ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีพื้นฐานตามธรรมชาติสำหรับความร่วมมือ โดยเฉพาะในช่วงที่สงครามภาษีของสหรัฐฯ สร้างความปั่นป่วนให้กับระเบียบเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ
