
ผู้จัดการยุคใหม่ - เลิกควบคุม เริ่มเป็นโค้ช (ตอนที่ 6)
8 กรกฎาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
รายงานการสำรวจครั้งใหญ่ที่สุดของ Deloitte Global เกี่ยวกับ
Generation Z และ Millennial ในปี 2025
สารบัญ
ตอนที่ 1 วิกฤตการเงิน คนรุ่นใหม่กับค่าครองชีพที่พุ่งแรง
ตอนที่ 2 การศึกษาในยุคใหม่ เมื่อปริญญาไม่ใช่คำตอบเดียว
ตอนที่ 3 AI กับการทำงาน - โอกาสหรือภัยคุกคาม?
ตอนที่ 4 รายงานพิเศษ: คนรุ่นใหม่กับความสุขในที่ทำงาน
ตอนที่ 5 ปัญหาสุขภาพจิต - วิกฤตเงียบของคนรุ่นใหม่
ตอนที่ 6 ผู้จัดการยุคใหม่ - เลิกควบคุม เริ่มเป็นโค้ช
ตอนที่ 7 การแสวงหาความหมาย - งานต้องมีจุดประสงค์
ตอนที่ 8 อนาคตการทำงาน - คู่มือสำหรับผู้นำองค์กร
ช่องว่างยิ่งใหญ่ระหว่างสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการกับสิ่งที่ได้รับจากผู้จัดการ พวกเขาต้องการคำแนะนำและการเป็นพี่เลี้ยง แต่ได้แค่การควบคุมงานประจำวัน ผู้จัดการใช้เวลา 40% แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เพียง 13% ในการพัฒนาคน
รายงานพิเศษ: คนรุ่นใหม่กับความสุขในที่ทำงาน ตอนที่ 6
การสำรวจ Deloitte Global 2025 เผยให้เห็นช่องว่างอย่างชัดเจนระหว่างสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการจากผู้จัดการกับสิ่งที่ได้รับจริง ผู้จัดการส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่กับบทบาทการควบคุมงานแบบเดิม ทั้งที่คนรุ่นใหม่ต้องการผู้นำที่ทำหน้าที่เป็นโค้ช พี่เลี้ยง และผู้สร้างแรงบันดาลใจ
ช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับความเป็นจริง
สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการจากผู้จัดการ
-
การให้คำแนะนำและการสนับสนุน - ความต้องการอันดับหนึ่ง
59% ของ Gen Z และ 57% ของ Millennial คาดหวังการให้คำแนะนำและการสนับสนุนจากผู้จัดการ แต่ได้รับเพียง 33% ของ Gen Z และ 32% ของ Millennial เท่านั้น ช่องว่าง 26% สำหรับ Gen Z และ 25% สำหรับ Millennial แสดงให้เห็นว่าผู้จัดการส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจบทบาทการให้คำปรึกษาที่คนรุ่นใหม่ต้องการ
-
การสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้น
51% ของ Gen Z และ 50% ของ Millennial คาดหวังให้ผู้จัดการสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นพวกเขา แต่ได้รับเพียง 28% ของ Gen Z และ 27% ของ Millennial ช่องว่าง 23% นี้สะท้อนถึงการขาดความสามารถของผู้จัดการในการเป็นผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ
-
การสอนและการเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring)
50% ของ Gen Z และ 48% ของ Millennial ต้องการการสอนและการเป็นพี่เลี้ยงจากผู้จัดการ แต่ได้รับเพียง 36% ของ Gen Z และ 32% ของ Millennial
-
การตั้งขอบเขตและรับประกัน Work/Life Balance
44% ของ Gen Z และ 42% ของ Millennial ต้องการให้ผู้จัดการช่วยตั้งขอบเขตและรับประกัน work/life balance แต่ได้รับเพียง 26% ของ Gen Z และ 24% ของ Millennial ช่องว่าง 18% นี้แสดงให้เห็นว่าผู้จัดการส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน
สิ่งที่คนรุ่นใหม่ได้รับจริง
การควบคุมงานประจำวันมากเกินไป
แทนที่จะเป็นสิ่งที่ต้องการ คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าผู้จัดการมุ่งเน้นการควบคุมงานประจำวันมากเกินไป โดย 39% ของ Gen Z และ 38% ของ Millennial รับรู้ว่าผู้จัดการทำหน้าที่นี้เป็นหลักการที่ผู้จัดการมุ่งเน้นการควบคุมมากกว่าการพัฒนาทำให้เกิดความไม่พอใจและการขาดแรงจูงใจในการทำงาน
สาเหตุของปัญหา
การจัดสรรเวลาของผู้จัดการที่ไม่เหมาะสม
ตามรายงาน Deloitte US Global Human Capital Trends ผู้จัดการใช้เวลาเกือบ 40% ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและงานบริหาร แต่ใช้เพียง 13% ในการพัฒนาคน การจัดสรรเวลาที่ไม่สมดุลนี้ทำให้ผู้จัดการไม่มีเวลาเพียงพอในการทำหน้าที่เป็นโค้ชและพี่เลี้ยงตามที่คนรุ่นใหม่ต้องการ
การขาดการเตรียมพร้อม
มากกว่า 1 ใน 3 (36%) ของผู้จัดการไม่ได้เตรียมพร้อมเพียงพอสำหรับการเป็นผู้นำคน ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของการบริหารจัดการและการพัฒนาทีม
ผลกระทบของช่องว่างนี้
ความไม่พอใจและการเปลี่ยนงาน
ช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับความเป็นจริงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องการเปลี่ยนงาน โดยเฉพาะการแสวงหา work/life balance ที่ดีขึ้น (28% ของ Gen Z และ 26% ของ Millennial)
การขาดการพัฒนาทักษะ
เมื่อไม่ได้รับการสอนและการเป็นพี่เลี้ยงอย่างเพียงพอ คนรุ่นใหม่ต้องพึ่งพาตนเองในการพัฒนาทักษะ ซึ่งอาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ความเครียดและปัญหาสุขภาพจิต
การขาดการสนับสนุนจากผู้จัดการเป็นหนึ่งในสาเหตุของความเครียดในที่ทำงาน ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจิตที่กล่าวถึงในตอนก่อน
บทบาทใหม่ของผู้จัดการในยุคใหม่
จากผู้ควบคุมสู่โค้ช
ผู้จัดการยุคใหม่ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก:
-
ผู้ควบคุมงาน เป็น ผู้สนับสนุนและให้คำปรึกษา
-
ผู้สั่งการ เป็น ผู้สร้างแรงบันดาลใจ
-
ผู้ตรวจสอบ เป็น ผู้พัฒนาและเป็นพี่เลี้ยง
ทักษะที่ผู้จัดการยุคใหม่ต้องมี
การให้คำปรึกษาและการสนับสนุน
-
รู้จักฟังและเข้าใจปัญหาของทีม
-
ให้คำแนะนำที่สร้างสรรค์และช่วยแก้ปัญหา
-
สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการปรึกษาหารือ
การสร้างแรงบันดาลใจ
-
สื่อสารวิสัยทัศน์และจุดประสงค์ขององค์กรอย่างชัดเจน
-
เชื่อมโยงงานของแต่ละคนกับภาพใหญ่
-
ยกย่องและให้การยอมรับผลงานอย่างเหมาะสม
การเป็นพี่เลี้ยงและการสอน
-
ระบุความต้องการในการพัฒนาของแต่ละคน
-
วางแผนการพัฒนาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
-
ให้โอกาสในการเรียนรู้และลองผิดลองถูก
การสร้าง Work/Life Balance
-
ตั้งขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัว
-
ไม่ส่งข้อความหรือโทรนอกเวลาทำงานเว้นแต่เป็นเหตุฉุกเฉิน
-
สนับสนุนการลาพักผ่อนและการดูแลสุขภาพ
การเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น
การฝึกอบรมผู้จัดการ
องค์กรต้องลงทุนในการฝึกอบรมผู้จัดการให้มีทักษะในการ:
-
การเป็นโค้ชและพี่เลี้ยง
-
การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
-
การจัดการความเครียดและสุขภาพจิตของทีม
-
การสร้างแรงจูงใจและการยอมรับ
การปรับโครงสร้างงานของผู้จัดการ
-
ลดภาระงานบริหารที่ไม่จำเป็น
-
เพิ่มเวลาสำหรับการพัฒนาคนและการเป็นพี่เลี้ยง
-
สร้างระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้จัดการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การวัดผลและการประเมิน
-
ประเมินผู้จัดการจากความสามารถในการพัฒนาทีม
-
วัดระดับความพึงพอใจของทีมต่อการบริหารจัดการ
-
สร้างระบบ feedback ที่ช่วยผู้จัดการปรับปรุงตนเอง
ประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลง
การที่ผู้จัดการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุมเป็นโค้ชจะส่งผล:
-
ความพึงพอใจของพนักงานเพิ่มขึ้น ทำให้ลดการลาออก
-
ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น เมื่อคนมีแรงจูงใจและได้รับการพัฒนา
-
การสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นบวก ลดความเครียดและปัญหาสุขภาพจิต
-
การพัฒนาคนที่ยั่งยืน สร้างแผนผู้นำสำหรับอนาคต
การเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้จัดการนี้ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเล็กน้อย แต่เป็นการปฏิวัติวิธีการบริหารจัดการที่จำเป็นสำหรับการทำงานกับคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังหลักของโลกในอนาคต
ข้อมูลจาก Deloitte Global 2025 Gen Z and Millennial Survey ที่สำรวจผู้ตอบแบบสอบถาม 23,482 คน จาก 44 ประเทศ ระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม - 24 ธันวาคม 2024
ตอนหน้า: "การแสวงหาความหมาย: งานต้องมีจุดประสงค์"
